2006/Oct/10

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ features ของ blog website ที่อยากให้มีเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ความคิดที่อยากจะทำเว็บนั้นก็กลับมาอีกครั้ง และคิดว่าครั้งนี้คงลองลงมือทำจริงๆจังๆซะที

สิ่งที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับ blog website ทุกวันนี้ในเมืองไทยก็คือ คนไม่รู้ว่า อะไรคือ blog อะไรคือ diary และถึงบางคนจะรู้ แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะทำให้ blog เป็น blog อย่างแท้จริง (ก็ไม่ต้องจริง 100% ก็ได้ แต่ให้มันมีความเป็น blog อยู่ในเว็บบ้าง)

นอกจากนั้นแล้ว เรายังไม่มีที่ๆรวบรวม blog ที่มีประโยชน์ ที่คนไทยเป็นคนเขียน ทำให้สังคมของคนเขียน blog ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์เท่าไหร่ เพราะเขียนแล้วไม่มีใครอ่าน!

จาก 2 ประเด็นใหญ่ข้างต้น มาจะมาพูดถึงไอเดียที่ผมคิดว่าสามารถแก้ (หรือบรรเทา) ปัญหาได้

อย่างแรกเลยคือเรื่องเกี่ยวกับการแปลงร่างจาก blog เป็น diary ซึ่งผมไม่อยากตำหนิ หรือต่อว่าคนเขียน diary อะไรหรอกนะครับ ผมก็เขียนเป็น diary บ้างเหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากให้ diary ก็อยู่ส่วน diary แล้วให้ blog มาอยู่ส่วน blog จริงๆ คนที่ต้องการอ่าน blog จะได้รู้ว่า ตัวเองจะได้อ่าน blog ไม่ใช่ได้อ่าน diary

ที่ผมคิดไว้คือทำอย่างนี้ แยกกลุ่มกับเลยว่า นี่เป็นส่วนสำหรับเขียน blog และนี่เป็นส่วนสำหรับเขียน diary และทั้ง 2 ส่วนนี้ก็อยู่ในเว็บเดียวกับ ให้คนเขียนรู้เลยว่า มันมี 2 แบบ ซึ่งความคิดนี้มันก็คล้ายกับสิ่งที่ผมได้เขียนไปใน entry ก่อนหน้านั้น นั่นคือจะมีการ categorize เนื้อหาของ blog ออกเป็นส่วนๆ แต่ก็ไม่บังคับว่า blog หนึ่งจะอยู่ได้เพียง category หนึ่งเท่านั้น สามารถคาบเกี่ยวกันได้

ผมคิดว่าการแบ่ง category จะช่วยอย่างมากในประเด็นเรื่อง blog กับ diary และนอกจากนั้น ยังจะช่วยให้เราสามารถหา blog ในเรื่องที่เราสนใจได้ง่ายอีกด้วย

ส่วนประเด็นที่สอง ที่พูดถึงสถานที่ๆรวบรวม blog ดีๆของคนไทย มาไว้ให้เราได้หาสิ่งดีๆอ่านนั้น ผมคงไม่คิดไปถึงการจะบังคับให้คนเขียน blog ทุกคนมาใช้เว็บนี้กันหมด เนื่องจากตอนนี้แต่ละคนก็มีเว็บของตัวเอง มีชื่อ domain name ของตัวเองอยู่แล้ว คงจะไม่ทิ้งชื่อนั้นมาใช้เว็บนี้แน่ๆ

ตรงนี้ผมคิดไว้แล้ว คือแทนที่เว็บนี้จะมีไว้ให้เขียน blog อย่างเดียว ในแต่ละ category ที่ผมพูดถึงตอนแรกนั้น ก็ไม่เพียงแต่จัดรวบรวม blog ที่อยู่ในเว็บนี้เท่านั้น แต่จะรวบรวม blog ที่อยู่นอกเหนือจากเว็บนี้ด้วย (แต่จะมีบอกเอาไว้ว่า เป็น blog ที่อยู่ในเว็บเอง หรือเป็น external blog) ตรงนี้คิดว่าจะทำให้เป็นแบบ ให้เจ้าของ blog นั้นมาลงไว้เอง ผมจะไม่ไปหามาลงให้ เนื่องจากเจ้าของ blog นั้นอาจไม่ต้องการให้ blog ของเขามีคนอื่นอ่านมากนัก หรือจะด้วยเหตุผลอะไรตาม

จาก 2 ประเด็นข้างต้น ผมคิดว่าน่าจะช่วยสร้างสังคมการเรียนรู้ในรูปแบบ blog ในเมืองไทยให้เกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็ให้เป็นไอเดียสำหรับคนที่ทำได้ดีกว่าผม เอาไปทำต่อ ซึ่งผมก็ไม่ได้หวงไอเดียแต่อย่างใด

ตอนนี้ก็คิดๆถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ที่น่าจะมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้คงเริ่มลงมือสร้างเพียงแค่ในรูปแบบนี้ก่อน

2006/Oct/07

เห็นมานานแล้วว่า ที่โต๊ะในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยผม จะมีกระดาษที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมปริซึม ตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมันไม่ใช่ประกาศเตือน หรือบอกว่านี่เป็นโต๊ะอาจารย์ แต่มันเป็นข่าวกิจกรรมต่างๆ ข่าวชมรม ละคร ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจของกระดาษพวกนี้ไม่ใช่เนื้อหาของมัน แต่เป็นสถานที่ๆมันตั้งอยู่ต่างหาก! ใครที่อยู่มหาวิทยาลัยก็คงนึกออกว่าที่ตึกส่วนใหญ่จะมีบอร์ดไว้ให้ติดประกาศ ส่วนมากจะอยู่ตามทางเดิน บางทีก็อยู่ข้างๆบันได ... ลองคิดถึงตัวเองดูว่า มีกี่ครั้งที่เราหยุดดูประกาศเหล่านี้

เพราะประกาศเหล่านี้ไปติดอยู่ในที่ๆคนเดินผ่านไปผ่านมา ถ้าคนๆนั้นต้องการดูประกาศ เค้าก็ต้องหยุด เพื่อที่จะดู ... แต่ถ้าเราเอาประกาศไปวางไว้ในที่ๆคนหยุดอยู่กับที่ล่ะ ยิ่งเป็นสถานที่ๆสามารถดูประกาศได้โดยที่ไม่ได้ทำให้สิ่งที่ทำอยู่ตอนนั้นต้องสะดุด เช่นโต๊ะกินข้าว ซึ่งเราก็สามารถอ่านไปกินไปได้

สถานที่วางแบบนี้คิดว่าจะทำให้เปอร์เซ็นต์ของคนที่รับรู้ประกาศเหล่านั้น เพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

นอกจากเรื่องการหยุดอยู่กับที่ ที่ทำให้คนอ่านประกาศมากขึ้น การไม่มีอะไรทำก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ช่วยได้เหมือนกัน

ลองคิดถึงตอนที่เราต้องนั่งรอใครสักคน เช่นรอตัดผม รอทำฟัน ฯลฯ ตอนนั้นเราจะโหยหาสิ่งเหล่านี้มาก บางที่ก็มีโทรทัศน์ให้ มีนิตยสารให้ ฯลฯ

ถ้าเราเอาประเด็นเหล่านี้ มาใช้ในการโฆษณา (ซึ่งจริงๆก็มีใช้กันอยู่แล้ว เช่นป้ายรถเมล์ที่มีโทรทัศน์ให้ดู) ก็จะทำให้มีคนรับรู้โฆษณาของเรามากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากนัก ใช้เงินในการวิจัยสถานที่ๆเราจะวางโฆษณานี้แทน ซึ่งก็น่าจะเหมาะกับบริษัทที่ไม่มีเงินลงทุนพอจะไปเช่าเวลาโทรทัศน์ หรือวิทยุ

ดูแล้วยังไม่มีใครมาลงโฆษณาบนโต๊ะกินข้าวมากนัก ซึ่งผมว่านั่นเป็นจุดที่น่าวางประกาศมากๆจุดหนึ่งเลยทีเดียว บริษัทไหนสนใจ หรือชมรมไหนสนใจ ก็ลองใช้ดูได้เลยนะ แต่ช่วยบอกผมด้วยว่าทำแล้วผลตอบรับเป็นอย่างไร

2006/Jan/03

ได้ดูข่าวเกี่ยวกับแท็กซี่พยายามจะข่มขืนผู้โดยสาร ก็รู้สึกว่า ความปลอดภัยของการใช้แท็กซี่นี่มันขึ้นอยู่กับความไว้วางใจ ความจริงใจ ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนเลย มันขึ้นอยู่กับบุคคล อยู่กับจิตใจ ซึ่งไม่สามารถจะวัดได้ด้วยเวลาอันสั้นเพียงช่วงเวลาที่นั่งอยู่ในรถแท็กซี่

ก็คิดว่า ควรจะมีระบบความปลอดภัยที่จะทำให้สิ่งที่ไม่แน่นอนนี้ ไม่มีผลกับความปลอดภัยของทั้งผู้ขับ และผู้โดยสารรถแท็กซี่

ความคิดแวบแรกตอนที่อยู่หน้าโทรทัศน์ก็คือการติดตั้งระบบ GPS ในรถแท็กซี่ทุกคัน และมีศูนย์ควบคุมรถแท็กซี่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในศูนย์นี้จะรู้ว่ารถแท็กซี่แต่ละคันอยู่ไหนบ้าง

จากนั้นภายในรถก็จะมีปุ่มฉุกเฉินติดตั้งไว้ทั้งที่เบาะหน้า และเบาะหลัง รวมทั้งที่คนขับด้วย เมื่อมีคนกดปุ่มนี้ สัญญาณจะถูกส่งไปยังศูนย์ควบคุม ซึ่งศูนย์จะรู้ได้ทันทีว่ารถคันดังกล่าวอยู่ไหน ตำรวจหรือหน่วยช่วยเหลือที่อยู่ในละแวกนั้นจะถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุทันที เพื่อดูเหตุการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้น และจะได้ช่วยเหลือได้อย่างทันเวลา

ทีนี้ก็ยังมีช่องว่างอยู่ก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถแท็กซี่ที่เรากำลังก้าวขาขึ้นไปอยู่นั้น มีระบบนี้อยู่?

เรื่องนี้เป็นจุดสำคัญของไอเดียนี้เลย เพราะถ้าจุดนี้ไม่ถูกแก้อย่างสมบูรณ์แล้ว ไอเดียนี้ก็จะล้มเหลว และไม่มีความหมายไปเลย

เท่าที่คิดได้ตอนนี้คือ ยังคิดไม่ออก -_-"

คือมันต้องใช้งานได้จริง มีความน่าเชื่อถือ ไม่ล่มง่ายๆ ตรวจสอบได้ง่าย ไม่เสียเวลา ซึ่งยังคิดไม่ออกจริงๆ (ตอนแรกก็ว่าจะใช้ระบบ Bluetooth ของมือถือ แต่ก็คิดว่าไม่ดี เพราะถึงทุกคนจะมี Bluetooth แต่มันก็ยังต้องเสียเวลาเปิดสัญญาณ เพื่อให้มันสื่อสารได้ เพราะปกติมันจะถูกปิดเอาไว้)